วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563

เมื่อเธอกลายเป็นของที่หมดอายุ (Expired date)


     มีสิ่งใดบ้างที่บ่งบอกหรือทำให้คนๆหนึ่ง
คิดว่าเขาหรือเธอจะเป็นของที่หมดอายุแล้ว 
     จากการที่เขาหรือเธอไปมีคนใหม่ หรือ 
     จากการที่เขาหรือเธอเบื่อหน้าอีกคนหนึ่ง
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การที่เขาหรือ
เธอตัดสินใจว่า คนข้างเคียงที่ใช้ชีวิตร่วมกันมา
เป็นคนที่หมดอายุแล้ว น่าจะเรียกได้ว่า นั่นคือ 
"การหมดรัก"
     ความจริงบนโลกใบนี้ ไม่เคยมีอะไรยืนยง 
มันต้องมีการเปลี่ยนแปลง
     ดังนั้น มีความรักได้ก็หมดรักได้ เหมือนดั่ง
ที่นักปราชญ์ร่วมสมัยชาวอินเดีย  OSHO กล่าว
ถึงความรักว่า 
     "ความรักนั้นเข้ามาคล้ายสายลมอ่อนๆที่นำ
พากลิ่นหอมสดชื่นเข้ามาในบ้าน สร้างความสด
ชื่นและส่งกลิ่นหอมอบอวล และจะยังคงอยู่นาน
เท่าที่การดำรงอยู่ยอมให้อยู่ แล้วมันก็จะเคลื่อน
ออกไป เมื่อถึงเวลานั้น ท่านไม่ควรปิดประตูหน้า
ต่างเพื่อกักมันไว้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วสายลม
อ่อนๆที่หอมสดชื่น ก็จะกลับกลายเป็นกลิ่น
เหม็นหืน"

     มีผู้นิยามคำว่า"ความรัก" ไว้มากมาย ที่รู้จัก
กันอย่างกว้างขวางคือ "รักคือการให้" ให้นั้นคือ
ให้อย่างไร ให้เพื่ออะไร 
     ในความเป็นมนุษย์เราต้องการที่จะมีใครสัก
คนอยู่ด้วย เราไม่อยากโดดเดี่ยว แค่ความคิดว่า 
เราจะต้องอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ ก็เพียงพอ
ที่จะกัดกร่อนจิตใจให้เจ็บปวดแล้ว เราจึงต้องมี
ใครสักคนให้รักและรักเราตอบ จึงเป็นที่มาของ
คำว่า "รักคือการให้" 
     ซึ่งก็คือ ให้เขาเพื่อที่เขาจะได้ให้เราเป็นการ
ตอบแทนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการเอาใจใส่ดูแลและ
ทุกๆอย่างที่เราอยากจะได้รับจากคนที่เรารัก
(หรือคิดว่ารัก) โดยที่ไม่ทันได้ฉุกใจคิดว่า นั่น...
คือการแลกเปลี่ยน ใช่หรือไม่? 
     และเมื่อไม่ได้รับสิ่งที่ตนเองปรารถนากลับมา
เป็นการตอบแทน จึงเกิดเป็นความเจ็บปวด เพราะ
ฉัน "อุตส่าห์" ให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับเธอเพราะรัก 
แต่เธอกลับเห็นฉันเหมือนดั่งนมที่หมดอายุ 
เหม็นบูดเหม็นเน่า "เธอไม่รักฉันเป็นการตอบแทน" 
     คนเราทุกคนต่างก็มีความคิดเป็นของตนเอง 
เราไม่สามารถจูงจมูกใครให้มารักเราได้ โดยการ
ให้เพื่อเขาจะได้ให้คืนมาบ้าง สิ่งที่ทำได้ก็คือ 
"รักแล้วรักเลย" รักโดยไม่มีเงื่อนไข รักโดยไม่
หวังสิ่งตอบแทน รักถึงขนาดว่าถึงเธอจะไม่แยแส
ฉันแล้ว ฉันก็จะยังรักเพราะฉันรัก รักแบบยินดีที่
เขาจะไปมีความสุขกับคนที่เขาคิดว่าสดใหม่ยัง
ไม่หมดอายุ 
     อย่างนี้จะกลับทำให้เกิดความสุข สงบ อิ่มเอม
อยู่ในหัวใจ ที่สำคัญที่สุดเราเองก็จะได้ไม่ต้องทน
กับนมหมดอายุเช่นเขาหรือเธอเหมือนกัน
     ดังนั้น เมื่อคนที่รักกันอยู่ดีๆ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เห็นว่าอีกฝ่ายหมดอายุแล้ว มันคงเป็นการทำร้าย
ตัวเองอย่างมาก ที่จะต้องยอมทุ่มทั้งชีวิตที่เหลือกับ
การดมกลิ่นเหม็นบูดทุกวี่ทุกวัน อะไรจะทำให้ชีวิตมี
ความสุขได้มากกว่ากันระหว่างการต้องทนดมกลิ่น
บูดเน่า หรือยอมผลักตัวส่งกลิ่นบูดๆนั้นออกไปเพื่อ
พบกับอากาศที่สดชื่น  ลองคิดดู...
     และเพราะว่าคนเราต้องมีการเปลี่ยนแปลง 
อากาศสดชื่นรอบใหม่อาจกำลังรอพัดเข้ามาหาเรา
อีกครั้งก็ได้ และเมื่อถึงเวลานั้นก็สุขให้เต็มที่แบบรัก
แล้วรักเลย
                                   
#ความรักคือสายลมแห่งความสดชื่น
#ใช้อารมณ์รักให้เต็มที่ #ทุ่มหมดใจ #รักแล้วรักเลย

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2562

ใครต้องการนับถอยหลังบ้าง?


     คุณเริ่มนับถอยหลังหรือยัง?
เป็นคำถามที่หมู่คนที่ใกล้เกษียณ
อายุการทำงานจะได้รับบ่อยมาก

     แล้วคุณจะนับถอยหลังเพื่ออะไร?
มีคนย้อนถาม คำตอบคือ...
     ก็จะได้ใช้ชีวิตสบายๆไปวันๆ
(คนฟังบางคนเบ้หน้า)
     ก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
(คนฟังพยักหน้าหงึกๆ)

     เรื่องนี้เป็นเรื่องหลายคนยลตามช่อง
การมองโลกของใครก็คือการมองสิ่งที่
คนๆนั้นคิดและมีความเชื่อ
     โลกนี้...คือความเชื่อเฉพาะบุคคล

     คนที่ทำงานประจำ ก็จะต้องอยู่ใน
กำหนดขององค์กรที่คนผู้นั้นทำงานอยู่
ว่าอายุถึงเท่าไหร่ก็จะต้องพักงาน
     ไม่มีใครยอมให้ใครทำงานจนแก่ตาย
ไปกับหน่วยงาน

     แต่...ในความเชื่อ
     หากคนๆนั้นเชื่อว่า การนับถอยหลัง
จนครบเวลาการทำงานให้หน่วยงาน เพื่อ
จะได้ไปพักผ่อนนั่งๆนอนๆให้สบายใจ
โลกของคนๆนั้นก็จะสงบสุขอยู่กับตัวเอง
   
     หากคนๆนั้นเชื่อว่า ชีวิตเริ่มต้นได้ตลอด
เวลาและเขารอคอยที่จะพบกับความแปลก
ใหม่หลังจากจบกับงานที่ทำมานานยี่สิบ
สามสิบปีเขาก็จะสนุกสนานและตื่นเต้นกับ
ชีวิตใหม่ที่รออยู่แล้ว อย่างนี้
     เขาจะต้องการนับถอยหลังไปทำไม?
     ถ้าจะนับ ก็คงต้องนับไปกับเพลงดังสุด
ฮอทในยุคซิกตี้เพลงหนึ่ง ที่ขึ้นจรวดไปดวง
จันทร์ ในตอนขึ้นต้นเพลงที่ว่า
     ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง ยิง....เราจะไปเต้นรำ
บนดวงจันทร์กัน...


( เพลง Dancing On The Moon ศิลปิน :
The Fabulous Echoes)
     มีความสุขกับความตื่นเต้นที่รออยู่ข้างหน้า
กันเถอะ...
       

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561

การท้าทายทางความคิด


     เกษียณคือข้อกำหนดของสังคมชนิด
หนึ่ง ที่จำกัดความสามารถของบุคคลซึ่ง
อาจจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจที่จะหยุดการ
ทำงานเมื่ออายุหกสิบปี

     มันเป็นความเชื่อที่ได้รับการปลูกฝัง
จากการอยู่ร่วมกันของคนหมู่มาก ว่าคน
เราเมื่ออายุหกสิบปี เขาจะต้องวางมือ
จากงานที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นงานที่ใช้แรง
งานหรืองานที่ใช้สมอง

     และไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเสมียนหรือ
เป็นผู้บริหารระดับมือเงืนมือทอง พวก
เขาจะต้องหยุด วางมือ และถอยออก
ไปนั่งๆนอนๆอยู่กับบ้าน รดน้ำต้นไม้
เล่นกับหลานตัวเล็กๆให้ชื่นอกชื่นใจ

     ด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขาสมควรได้
รับชีวิตที่สุขสบายในยามบั้นปลายของ
ชีวิต เรียกว่าการเกษียณซึ่งคนจีนเรียก
คำนี้ว่า ทุยซิว
   
     คำทุยซิวนี้ความหมายของ ทุยคือ
ถอยหลัง ซิวคือการพักผ่อน ซึ่งนั่นก็คือ
การถอยจากความรุ่งเรือง ถอยจากชีวิต
ที่วุ่นวายกลับไปพักผ่อนอย่างสงบ อยู่
ว่างๆอย่างมีความสุข  แต่...นั่นเป็นความ
สุขจริงหรือ?

     ในความเป็นมนุษย์ เราต่างมีแนวคิดที่
เป็นของตนเอง มีการดำเนินชีวิตตามความ
พอใจของตน แน่นอนว่าการถอยกลับไป
พักย่อมจะมีทั้งผู้ที่พอใจและผู้ที่ทำใจไม่
ได้กับการที่จะต้องถอยจริงๆ

     มันอาจเป็นช่วงชีวิตขาลงที่น่ารันทด
ที่สุดของบางคนจากการที่เคยมีผู้คนล้อม
รอบเอาอกเอาใจกลับกลายมาเป็นผู้สูง
อายุที่นั่งชมนกชมไม้ในสวนเพียงลำพัง
ไร้คนมารุมล้อมอีก

     เพราะยังยึดติดกับความรุ่งเรืองใน
ครั้งก่อน จึงนั่งเสียสุขภาพจิตไปวันๆ
อาการปลงไม่ตก ปล่อยวางไม่ลง ยัง
ยึดติดอยู่กับลาภยศสรรเสริญ สร้าง
ทุกข์ในใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

     ในทางศาสนาพุทธจึงได้มีการกล่าว
ถึงโลกธรรมแปด (คือเรื่องธรรมดาโลก)
ที่ประกอบด้วยสิ่งที่เป็นที่รักที่ปรารถนา
สี่ประการและสิ่งที่ไม่เป็นที่ปรารถนาของ
มนุษย์สี่ประการ ซึ่งทั้งแปดประการนี้มัก
จะอยู่คู่กันไปในการใช้ชีวิตนั่นคือ

     การได้ลาภ และเสื่อมลาภ
     การได้ยศ  และเสื่อมยศ
     ได้รับการสรรเสริญ  และนินทาว่าร้าย
     การมีความสุข และ เป็นทุกข์

     โลกธรรมแปดนี้เป็นหลักธรรมเพื่อ
เสนอแนวทางให้ผู้ที่เกิดความกดดันจาก
ปัญหาชีวิตได้รู้จักปรับตัวให้ใช้ชีวิตได้
อย่างปล่อยวาง และมีความสุขในชีวิตได้
นั่นเอง

     เช่นเดียวกัน การเกษียณอายุการทำงาน
ในขณะที่สำหรับบางคนการเกษียณอายุ
การทำงานอาจทำให้ชีวิตของเขาอับเฉา
เหมือนดอกไม้ในแจกันที่โรยรา แต่สำหรับ
กับบางคนอาจเป็นการเริ่มต้นของความตื่น
เต้นท้าทายใหม่ๆก็เป็นได้ นั่นขึ้นอยู่กับว่า
เขาต้องการให้ชีวิตต่อจากนั้นของพวกเขา
เป็นอย่างไร

     สังคมบอกว่า เกษียณแล้ว ต้องพัก คำว่า
ต้องพักคือพักอย่างไร เลิกคิดทุกอย่างใช้
สมองมามากแล้ว พักสมองบ้าง นั่งๆนอนๆ
ให้สบาย ใช่หรือไม่

     คนอื่นบอกว่า อายุเยอะแล้วห้ามเคลื่อน
ไหวมากๆ กระดูกกระเดี้ยวไม่แข็งเหมือนเมื่อ
ก่อน อาจพังพาบไปได้ง่ายๆ ต้องหยุดกิจกรรม
ที่เคยๆแล้วมาเป็นคนสูงวัยที่ต้องเดินช้าๆ เพื่อ
รอวันที่จะแก่หง่อม และหลับอย่างสงบ เหมือน
ผลไม้ที่สุกคาต้นและร่วงลงสู่พื้นดิน นั่นใช่หรือ
อย่างไร

     ในปัจจุบัน สังคมเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่ง
หมายความว่าผู้อาวุโสด้วยอายุของสังคมมีมาก
ขึ้น กลับมีแนวคิดที่จะขยายระยะวลาการ
เกษียณอายุ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์หลาย
กระแส

     ที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ แก่จะตายแล้วยังจะ
ให้ทำงานต่ออีก ทำไม่ไหวแล้ว อยากพัก
สังขารไม่อำนวย (โดยผู้ที่พูดไม่ได้มีท่าทาง
"ไม่ไหว" หรือ"แก่หง่อม"อย่างที่เจ้าตัวคิด
แม้แต่น้อย)

     ความจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนต่างก็มีพลังใน
ตัวเองมากกว่าที่ตนเองคิดไว้มากมายนัก ขึ้น
อยู่กับว่าพวกเขามีความเชื่ออย่างไร และยิน
ยอมที่จะอยู่ในกรอบ(ที่คนอื่นพยายามจำกัด
ความสามารถของพวกเขาไว้) ตลอดชั่วชีวิต
โดยเชื่อว่า ถึงเวลาและเป็นวัยที่เขาต้องวางมือ
จากทุกสรรพสิ่ง และอยู่เฉยๆไปวันๆอย่างมี
ความสุขเพื่อรอเวลา...จริงๆ
     หรือเชื่อว่าพวกเขาสามารถทลายกรอบ
ที่เลื่อนลอยนั้น เพื่อออกมาใช้ชีวิตอย่างที่ตน
เองอยากจะเป็น อย่างมีความสุขได้

     คาร์ล โจเซฟ ชายที่เกิดมามีขาเพียงข้าง
เดียว ผู้ที่สามารถกระโดดขึ้นไปดั๊งค์พาลูกบาส
ยัดมันลงห่วงได้ ในการเล่นบาสเก๊ตบอล และยัง
สามารถกระโดดได้สูง 5 ฟุต 10 นิ้วในการเล่น
กรีฑา กล่าวไว้ว่า
     "ทุกอย่างอยู่ที่ใจ คุณต้องลงมือลองทำดู"

     คนอายุในวัยเกษียณจำนวนไม่น้อยที่ใช้ชีวิต
อยู่ท่ามกลางความรุ่งเรืองในชีวิตของเขา หลัง
เกษียณจากงานประจำที่เคยทำ

     แน่นอนว่าพวกเขาคือผู้ที่ไม่ยินยอมที่จะให้
คนอื่นมากำหนดกรอบในการใช้ขีวิตของเขา

     "ไม่เคยมีคำว่า สายเกินไป สำหรับการเลือก
เป็นคนที่คุณควรจะเป็น" (จอร์จ เอลเลียส)

     นั่นขึ้นอยู่ที่ใจของของผู้ที่จะถึงวัยเกษียณ
ว่าเขาตัดสินใจที่จะถอยหลังกลับไปพักเงียบๆ
หรือจะถอยจากชีวิตเดิมๆเพื่อเดินสู่ชีวิตใหม่
สู่ความท้าทายใหม่ๆ โดยไม่ปล่อยให้คนอื่นมา
กำหนดกฎเกณฑ์ชีวิตของเขา เพราะว่า

     "เราเป็นอย่างที่เราคิด ไม่ได้เป็นอย่างที่
คนอื่นตัดสิน"
                   


วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เราเป็นอย่างที่เราคิด?


คนเราจะเป็นอย่างที่ตัวเองคิด
คนเราสื่อสารกับตัวเองตลอดเวลา
เทคนิคของการสื่อสารกับตัวเอง
พูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
ไม่พูดในสิ่งที่เราไม่อยากเป็น
เราเป็นอย่างที่เราคิด?
บางคนอาจบอกว่ามันไม่จริง...
บางคนอาจบอกว่ามันไม่เสมอไป...
บางคนอาจบอกว่าคิดอย่างหนึ่ง
กลับไปได้อีกอย่างหนึ่ง...

     เรื่องเล่าของเพื่อนวัยเยาว์ที่
กลับมาพบหน้ากันใหม่ ตอนเรียน
ในชั้นประถม เธอเรียนไม่เก่งเลย

     เธอเป็นคนที่ฉลาด มีไหวพริบ
ดีมาก แต่เธอเรียนไม่เก่ง...

     เธอบอกว่า แม่เธอไม่ได้เรียน
มาสูง แต่ขยันขันแข็งในการทำ
มาหากิน แม่เธออยากให้เธอเรียน
สูงๆ 

     เมื่อครั้งประถมต้นเธอให้แม่
ตรวจทานการบ้าน เธอคิดเลข
ผิดไปข้อเดียว แม่เธอมองหน้า
เธอแล้วพูดว่า 
"ลูกไม่ได้โง่นะ ทำไมถึงทำการ
บ้านผิด" (ผิดไปตั้งข้อหนึ่ง)

     ความนัยครั้งนั้นเป็นการตำหนิ 
เธอจำได้แม่นยำถึงคำพูดของแม่ว่า 
เธอไม่ใช่คนโง่
แต่เธอรู้ดี รู้อยู่เต็มอกว่าเธอทำการ
บ้านผิดไปตั้งหนึ่งข้อ เธอโง่ใช่หรือ
ไม่ตามที่แม่พูด

     ย่างเข้าวัยมัธยม เพื่อนๆทุกคน
รู้ดีว่าเธอเธอเป็นนักเรียนที่เรียน
"บ๊วย" ที่สุดในชั้น เพื่อนบางคนช่วย
เธอเรื่องเรียน บางคนล้อเลียนเธอ
เรื่องความหัวทึบ 

     เธอมักจะบอกเพื่อนๆตลอดว่า 
"กูไม่ได้โง่นะ" (แต่เธอก็ต่อท้ายใน
ใจทุกครั้งว่า กูทำการบ้านผิดไป
ตั้งข้อนึง)

     วันนี้เจอเพื่อนคนนี้ เธอสวย เธอ
แจ่มใส ท่าทางมั่นใจ เธอเป็นเจ้าของ
โรงงานทำกระเป๋า ส่งออกนอก ราย
ได้ต่อปีมากโขอยู่

     เธอเล่าว่า เธอไม่ได้เรียนต่อมหา
วิทยาลัย เพราะเธอเคยคิดว่าเธอโง่ 
การที่เธอเที่ยวประกาศว่าเธอไม่โง่ 
คือการยอมรับและให้ข้อสรุปกับ
ตัวเองไปแล้วว่า เธอนั้นโง่  เธอจึง
ไม่ยอมเรียนต่อ 

     เธอไปทำงานเป็นเสมียนในโรง
งาน ได้เงินเดือนน้อยนิดความรู้อัน
น้อยนิดของเธอ 

     เจ้าของโรงงานเป็นคนจีนมาจาก
เมืองจีน เขาชมเธอเสมอว่าเธอเก่ง
เกินกว่าที่ตัวเองคิด 

     จากเสมียนพิมพ์ดีดเธอเริ่มลง
บัญชี เธอไม่เคยทำพลาด

     เขาส่งเธอไปอบรม สัมมนาบ่อย
ขึ้น เขาบอกเธอว่าเขาโชคดีที่ได้เธอ
มาช่วยงาน เธอเก่ง เธอซื่อสัตย์

     และเธอเริ่มรู้ตัวว่า ความจริงแล้ว
เธอเก่ง เธอเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า 
เธอเป็นคนเก่ง เธอสมัครเรียนมหา
วิทยาลัยที่ไม่ต้องสอบเข้า เธอใช้เวลา
สามปีครึ่งเรียนจบ พร้อมๆกับทำงาน
ไปด้วย เธอลงเรียนต่อปริญญาโท 
และปริญญาเอกในเวลาต่อมา 

     เมื่อสี่ปีที่แล้วเจ้าของโรงงานจะ
กลับไปอยู่กับลูกของเขาที่เมืองจีน 
เขาบอกขายโรงงานให้เธอในราคา
กันเอง เธอเอาเงินที่เก็บรวบรวมไว้
เซ้งโรงงานนั้นมาเป็นของเธอ

     ก่อนที่เราจะจากกันเธอบอกว่า 
"คนเราเป็นอย่างที่ตัวเองคิด ฉันเคย
โง่เพราะเคยคิดว่าตัวเองโง่ ตอนนี้ฉัน
คิดว่าฉันทั้งฉลาดทั้งเก่ง ฉันเป็นเจ้า
ของโรงงานและจบด๊อคเตอร์
ทุกอย่างที่เราเป็น เรามี ในวันนี้ 
เพราะเราเรียกหามันเอง
     จากความคิดของแกเองก็
เหมือนกัน คิดให้ตัวเองผอมเสียที
แทนที่จะคิดว่าแกจะต้องผอม
(ไปโฟคัสที่ความอ้วน=คิดในสิ่งที่
ไม่ต้องการ)
มันเหมือนกับฉันเมื่อก่อนไง ที่คิด
ว่า "ฉันไม่ได้โง่นะ"
(ไปโฟคัสที่ความโง่=คิดในสิ่งที่ไม่
อยากเป็น)


       
       

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คนเดียวในดวงใจ...?


     ความจริงแล้วไม่เคยมีใครที่จะเข้า
ไปแทนที่คนอื่นในจิตใจของใครได้
และไม่เคยมีใครเข้าไปเติมเต็มความ
รู้สึกเสียใจที่ใครเคยได้รับได้

     คนเราไม่สามารถลืมอดีตได้ เพราะ
มันซึมลึกไปอยู่ทุกอณูของร่างกาย

     เมื่อใดก็ตามที่เขาได้พบเจอกับเหตุ
การณ์คล้ายๆกันกับที่เขาเคยเจอ
มันอาจฉุดดึงเขาเข้าสู่อารมณ์ที่เคย
เกิดขึ้นมาก่อนในอดีต อย่างช่วยไม่ได้
เช่น ถ้าเขาได้ยินเพลงเก่าๆที่เคยฟัง
กับคนเก่าๆ เขาอาจถูกดึงกลับไปใน
ช่วงวันวานที่ยังหวานอยู่กับคนเก่าๆนั้น
โดยไม่ได้ตั้งใจ

     ถ้าเขาคิดถึงอดีตของเขา แต่เขา
"เลือก" ที่จะปล่อยวางให้มันอยู่ตรงนั้น 
เพราะอดีต ก็เป็นเพียงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมา...
เท่านั้น 

     ถ้าเขาวางอดีตลงได้ และปล่อย
ความรู้สึกต่างๆที่เคยเกิดขึ้นออกไปได้
โดยการเก็บแต่บทเรียนจากเรื่องนั้นๆ
ไว้แทน

     อดีต ก็จะเป็นเพียงฉากในภาพยนต์
บางเรื่องที่เคยดู ที่ทำให้แวบเข้ามาใน
ความคิดครู่หนึ่งแล้วก็จะเลือนหายไป



     อดีตก็คืออดีต มันเคยเกิดขึ้นไปแล้ว 
ณ ปัจจุบัน มันก็เป็นอะไรที่จบลงไปแล้ว 
มันเป็นเพียงเรื่องเก่าๆกับคนเก่าๆ...เท่านั้น

     คำว่าคนเดียวในดวงใจ ในความหมาย
นี้  ก็คือ
  "คนเดียวในเวลานี้ คนเดียวในปัจจุบันนี้"
ไม่ได้หมายความรวมถึง การทีเขาจะลืม
คนเดียวในดวงใจ "ในอดีต" ของเขาไป
ได้

     ดังนั้น เมื่อไม่มีใครสามารถแทนที่ใคร
ด้ ก็จงพอใจที่ได้เป็นปัจจุบันของใคร
บางคน น่าจะดีกว่าจะมากังวลกับอดีต
ของเขา

     เราไม่สามารถ ห้าม ไม่ให้ใครคิดถึง
อดีตของเขาได้ เพราะสิ่งนั้นมันซึมอยู่ใน
เลือดเนื้อ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน

     ปัจจุบันต่างหากที่สำคัญ มีความสุขกับ
ปัจจุบันดีกว่า ลองคิดดู...

วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คุณรักตัวเองหรือรักคนอื่นมากกว่ากัน


คุณรักตัวเองหรือรักคนอื่นมากกว่ากัน
     คำถามยอดฮิตจากควิชยอดดัง

     ผู้ที่ทำควิซถ้าได้รับคำตอบว่า เขา
รักคนอื่นมากกว่าตัวเอง มันจะทำให้เขา
รู้สึกว่า ตัวเองเป็นบุคคลที่ควรยกย่อง 
หรือไม่?

     ผู้ที่ได้รับคำตอบว่า รักตัวเองมาก
กว่าคนอื่นมันจะทำให้เขารู้สึกว่าคนอื่น
จะมองว่าตัวเขาเป็นคนที่เห็นแก่ตัวอย่าง
มากที่รักแต่ตัวเอง ไม่รักคนอื่น     

     มนุษย์เราให้คำนิยามความรักไว้มาก
มาย ผู้ที่สมหวังก็นิยามถึงความสุข ผู้ที่
ผิดหวังก็จะนิยามถึงความทุกข์ และยัง
นิยามความรักตัวเองของผู้คนว่าเป็น
ความเห็นแก่ตัว

     คนเห็นแก่ตัวที่คนส่วนใหญ่รู้จัก มักจะ
เป็นคนที่ทำทุกข์อย่างเพื่อตอบสนองต่อ
ความต้องการของตนเอง โดยไม่สนใจว่า
สิ่งที่ตนเองทำจะนำความทุกข์มาให้กับ
ผู้อื่นหรือไม่ 

     นั่น ต่างจากความรักตัวเองอย่างมาก

     รักคนอื่นมากกว่าตัวเองแล้วเป็น
อย่างไร
รักตัวเองมากกว่าคนอื่นแล้วเป็นอย่างไร
คำถามออกจะวกวนเหมือนคำถามโลก
แตกที่ว่าไก่กับไข่อย่างไหนเกิดก่อนกัน

     แต่ความจริงที่แน่นอนคือ 
"คนเราจะไม่สามารถรักคนอื่นได้ถ้าไม่
รู้จักรักตัวเอง"

     ความรักที่คนเรามีให้กับตัวเองและมี
ให้กับคนอื่น ความจริงมันเป็นความรักที่
เดินควบคู่กันไป

     เราจะมีความปรารถนาดีให้กับใคร
ไม่ได้ ถ้าเราไม่มีความรักให้กับตัวเอง  
คนที่ไม่รู้จักรักตัวเองก็จะไม่รู้จักเช่นกัน
ว่ารักคนอื่นจะต้องทำอย่างไร

     การรักตัวเอง หมายถึง การเห็นในคุณ
ค่าของตัวเอง การยอมรับผิดชอบทุกสิ่งทุก
อย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตว่า "เรา"  มีส่วนที่ทำให้
มันเกิดขึ้นในชีวิตของเราเอง ร้อยเปอร์เซ็นต์ 
และรู้จักที่จะหาบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อ
พาตัวเองให้ออกจากปัญหาที่เกิดขึ้น ในชีวิต
ได้

     ถ้าคนเรารักตัวเองได้อย่างนี้ เขาก็จะ
สามารถรักคนอื่นและเห็นคุณค่าในตัวคนอื่น
ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้อย่างไม่
ยาก และสามารถที่จะเอาตัวเองเข้าไปช่วย
เหลือผู้อื่นในยามที่คับขันได้เช่นกัน

     นั่นเป็นเพียงเพราะเขารักตัวเอง ไม่ได้
เป็นการรักคนอื่นมากกว่ารักตัวเอง

     ความรักเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับพวกเรา 
มันเป็นคุณลักษณะที่อยู่ในตัวเรา
(Being in Love by OSHO )
เมื่อเรารักตัวเอง มันจะเปิดทางเลื่อนไหล 
ทำให้เรารักคนอื่นได้

     ดังนั้น อย่าถามว่าเรารักตัวเองมากกว่า
หรือรักคนอื่นมากกว่า แต่ขอถามว่า 
     วันนี้เราบอกรักตัวเองหรือยัง?"                      

#รักตัวเองเพื่อที่จะรักคนอื่นเป็น
#รักตัวเองก่อน
#รักตัวเองต่างกับการเห็นแก่ตัว

วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

จบงาน ถอดหัวโขน ลาโรง


จบงาน ถอดหัวโขน ลาโรง

     "งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา" ประโยคที่สะท้อน
ถึงความเป็นจริงหลายๆอย่างของชีวิต มันหมาย
ถึงการสิ้นสุดบางอย่างเพื่อเริ่มต้นใหม่ในบางอย่าง 
     หรือสิ้นสุดบางอย่างเพื่อที่จะได้สิ้นสุดตามมัน
ไปด้วย 

     งานเลี้ยงใดๆจะไม่สามารถมีไปได้ตลอดเวลา 
เพราะคนในงานเมื่อสนุกสนานระยะหนึ่งแล้วก็อาจ
จะอยากกลับบ้าน หรืออาจจะอยากไปสนุกที่อื่น
ต่ออีก

     เหมือนชีวิตการทำงานของหลายๆคนที่ช่วง
การใช้ชีวิตในการทำงานคล้ายกับอยู่ในงานเลี้ยง
ที่เปี่ยมไปด้วยสีสรรและความสนุกสนาน 

     แน่นอนว่า มันย่อมสิ้นสุดลงเหมือนงานเลี้ยง
นั่นแหละ เพราะมันเป็นข้อจำกัดที่สังคมกำหนด
ขึ้นมาว่า คนเราจะทำงานกันแค่อายุเท่านี้เท่านั้น 
หลังจากนั้นพวกเขาต้องให้คนอื่นมาทำ

     สังคมบอกว่า วัยของพวกเขาไม่ใช่วัยที่ต้อง
มานั่งทำงานอีกต่อไป  สังคมจะเมตตาพวกเขา
ด้วยการให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตในวัยหลังทำงานนี้
ด้วยการนั่งชมนกชมไม้ไปวันๆอย่างมีความสุข 
ปล่อยหัวสมองให้โล่งราวกับคนไร้ความคิด แล้ว
จากนั้นพวกเขาจะได้ไม่ต้องคิดอะไรที่ยุ่งยาก
อีกต่อไป 

     นั่นเป็นความเชื่อที่
คนเราถูกยัดเยียดให้
คิดแบบนั้น แต่ก็ไม่ใช่
ทุกคนที่จะคิดแบบนั้น
เพราะว่า ก็ยังมีคนที่เลิก
จากงานเลี้ยงนี้แล้วยัง
ไปต่องานเลี้ยงอื่นๆได้อีก 

     พวกเขาแตกต่างจากคนอื่นๆอย่างไร?

     มีฐานะดีกว่าหรือ  มีโอกาสมากกว่าหรือ 
หรือว่าก่อนลาโรงพวกเขาสวมหัวโขนที่เป็น
ตัวสำคัญ?

     สิ่งเหล่านี้เหมือนจะเป็นข้ออ้างที่หยุดความ
สามารถของพวกเขาบางคนไว้ว่าหลังจากต้อง
เกษียณจากการทำงาน ถอดหัวโขนคืนไว้หลัง
เวที แล้วเดินจากเวทีแห่งนั้นไป 

     พวกเขาต้องพักผ่อน! ชีวิตถึงเวลาพัก!

     แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าข้อกำหนดของสังคมคือ  

     "พวกเขาคิดอย่างไรกับตัวเอง"

    คนที่ทำงานครบตามที่สังคมกำหนด  บางคน
อาจจะมีความคิดเหมือนที่สังคมบอก คือ พอกัน
ทีเหนื่อยมามากแล้วกับการทำงาน อยากจะนอน
เฉยๆอยู่กับบ้าน

     บางคนอาจไม่คิดเช่นนั้น พวกเขายังคงทำ
บางสิ่งบางอย่าง แม้จะไม่ใช่งานที่ทำประจำ 
และแน่นอน สิ่งที่เขาทำมันอาจจะทำให้เขา
สามารถขึ้นไปโลดแล่นบนเวทีอีกครั้ง 

    คนละเวที แต่ก็ยังโดดเด่น ภาคภูมิใจในความ
สามารถอันไร้ขีดจำกัดของตัวเอง

     เขายังคงสามารถที่จะทำงานได้ต่อไปอย่าง
แน่นอน

     "เขาตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยตัวเองให้ว่าง" 

     เขาไม่ยอมที่จะเป็นดอกไม้ไร้ดิน บำรุง
ปล่อยตัวเองจนห่อเหี่ยวคากิ่งของมันและ
ร่วงหล่นลงดินในที่สุด

     ในช่วงปลายเดือนกันยายนของทุกปี ก็จะ
เป็นช่วงสิ้นสุดของงานเลี้ยงของใครบางคน 
เพราะบางสิ่งบางอย่างที่บางคนมี บางคนเป็น 
ทำให้พวกเขามีชีวิตที่สุขสำราญราวกับอยู่ใน
งานเลี้ยง 

     สนุกสนานมีความสุข มีเรื่องกวนใจ มีความ
ครึกโครมในชีวิตแล้วกลับมาสงบสุขกับมัน มัน
สร้างสรรค์รสชาติที่เยี่ยมยอดในชีวิตของพวก
เขา 

     เมื่อถึงเวลาที่งานเลี่ยงต้องเลิก พวกเขาอาจ
ทนรับไม่ได้ถ้าขาดมันไปจากชีวิต

     แต่สำหรับบางคนที่บางสิ่งบางอย่างทำให้
ไม่พึงพอใจในระหว่างงานเลี้ยง พวกเขาก็อาจ
จะเริงร่าที่งานเลี้ยงนั้นเลิกราไปได้ พวกเขาเบื่อ
เต็มทนกับชีวิตแบบนั้น

     ไม่ว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร แต่จะมีสิ่งหนึ่ง
ที่สำคัญซึ่งพวกเขาจะต้องทำเหมือนๆกัน คือ 
เมื่องานเลี้ยงจบลง ถอดหัวโขนออก และเดินลง
จากเวทีแล้ว นั่นก็คือ พวกเขาต้องตัดสินใจว่า 
เขาจะทำอย่างไรต่อไปกับตัวเองดี 

     อยากเป็นรถยนต์ที่ยังเร่งเครื่องเต็มกำลัง
หรือจะเป็นรถยนต์ที่จอดนิ่งสนิทให้ฝุ่นจับหนา
อยู่ในโรงรถรอวันถูกเข็นเข้าอู่และถูกถอดเป็น
ชิ้นๆเพื่อนำไปขายเชียงกง


     
     ชีวิตนี้เหมือนดั่งเป็นจินตนาการ และจินตนา
การย่อมไม่มีวันสิ้นสุด แม้ว่าบทบาทเด่นบนเวที
ในสังคมจะจบลง ความสามารถและคุณค่าของ
พวกเขา จะยังคงโดดเด่นเหมือนเมื่อครั้งยังอยู่
บนเวที 

     ยังมีเวทีอื่นๆอีกมากมายที่ต้องการตัวแสดง
เก๋าๆอย่างพวกเขา ที่จะเข้าไปรับบทบาทได้ 
แม้นจะไม่ใช่พระเอก นางเอก แต่ก็เป็นบทบาท
ที่สำคัญ "เป็นตัวเอก"  ที่ขาดไม่ได้ 

     "ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวก
เขาเอง คนเราเป็นในสิ่งที่ตัวเองคิด"

     ในวัยลาโรง พวกเขากลายเป็นบุคคลที่ทรง
คุณค่า  เต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์ และแน่นอน
ที่สุดว่า พวกเขาทุกคนล้วนยอดเยี่ยม!!!

     "วัยเกษียณ คือวัยแห่งความรุ่งโรจน์อย่าง
แท้จริงของพวกเขา 
     พวกเขาจะได้ทำในสิ่งที่อยากทำแต่ไม่เคย
ได้ทำ"

     นั่น...มันสุดยอดอย่างมาก !!!   
                                    


#อายุเป็นเพียงตัวเลข #ไม่ใช่ข้อจำกัดความสามารถ
#เราเป็นอย่างที่เราคิด #ความสุขกระชากวัย