วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560

คนเราจะอ้วนหรือผอม อยู่ที่การตัดสินใจ

เชื่อหรือไม่ว่า คนเราจะอ้วนหรือผอม
อยู่ที่การตัดสินใจของเขา

     คนเราทุกคน ไม่ว่าจะทำสิ่งใด จะต้อง
มีการตัดสินใจที่จะทำทุกครั้ง โดยกระบวน
การของความคิดของมนุษย์ เขาจะวาดภาพ
สิ่งจะได้พบเจอและเขาจะตัดสินใจอย่างรวด
เร็วทุกครั้งที่จะทำมัน
   
     ไม่มีพฤติกรรมใดที่มนุษย์จะทำไปโดย
ไม่มีการตัดสินใจที่จะทำมัน

     ตัวอย่างเช่น เอ มีคอร์สต้องสัมมนาสามวัน
วันสุดท้ายก่อนการเริ่มสัมมนา เอคิดว่าเขาจะ
ไม่ไปสัมมนาทั้งสามวัน เขาจะใช้เวลาวันหนึ่ง
ไปทำธุระส่วนตัว

     เมื่อสัมมนาวันแรกผ่านไป เอลังเลใจเพราะ
เขาคิดว่าการสัมมนามันเยี่ยมมากและเขาไม่
อยากพลาดโอกาสที่จะได้ตักตวงความรู้ให้
ครบสามวัน

     ในวันที่สอง เอตัดสินใจไปสัมมนา แต่ใน
วันสุดท้ายนั้นเอง เอตื่นเช้าเพื่อเตรียมไปร่วม
งานสัมมนา แต่แล้วเขาก็ไม่ยอมขยับตัวเพื่อ
จะเดินทางไป เขาคิดว่า เขาจะไปทำธุระส่วน
ตัวดีกว่า แล้วในตอนสายๆของวันนั้นเอง เขา
ก็ไปทำธุระส่วนตัวโดยไม่ได้ไปสัมมนา

     นั่นเป็นเพราะเขาตัดสินใจอยู่แล้วว่าจะทำ
เช่นนี้ แล้วการตัดสินใจเกี่ยวอะไรกับการลด
ความอ้วนหรือการไม่ลดความอ้วน มีผู้คน
จำนวนมากที่อยากจะลดความอ้วน แต่เขา
ก็ทำไม่ได้ นั่นเป็นเพราะขาตัดสินใจที่จะไม่อ้วน

     เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการโฟคัสในสิ่งตนเอง
ต้องการด้วย เหมือนกับการที่เราต้องคิดบวก
(think positive) การคิดบวกคือการโฟคัส
ในสิ่งที่ดี เพื่อที่จะดึงดูดสิ่งที่ดีเข้ามาในชีวิต
 
          เช่นเดียวกัน เมื่อคนๆ
 หนึ่งบอกว่า เขาจะไม่อ้วน
 การสื่อสารกับตัวเองของเขา
 คือการที่เขากลัวจะอ้วน มัน
 เป็นการโฟคัสไปที่ความอ้วน
     
          กฎของการดึงดูดจะ

เริ่มทำงานของมัน ความอ้วนคือการตัดสินใจของ
เขาและมันจะทำให้ เขาคิดว่าเขาจะไม่ทำอะไร
เลยเพื่อให้น้ำหนักลดลงบ้าง

     นั่นจึงทำให้เขาไม่สามารถที่จะควบคุมการ
กินอาหารของเขาได้ และทุกครั้งที่เขากินของ
เอร็ดอร่อย เขาจะผลัดกับตัวเองว่า พรุ่งนี้ฉัน
ค่อยลดน้ำหนัก

     แต่เขาจะทำมันไม่ได้ และเขาก็จะยังคงอวบ
จัดเหมือนเดิม แล้วเขาก็จะพูดปลอบใจตัวเอง
ทุกครั้งว่า คนเรามันต้องกินนี่นะ จะให้มาอด
อยู่ได้อย่างไร ฉันทำไม่ได้หรอก

     แต่ถ้าคนๆหนึ่งบอกกับตัวเองว่า ฉันจะผอม
เขากำลังโฟคัสไปที่ความผอม มันทำให้เขา
ตัดสินใจที่จะเขาเริ่มคุมการกินอาหารของ
ตนเองและออกกำลังเพื่อเผาผลาญไขมันส่วน
เกินออกไป

     เขาจะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกาย
อย่างเต็มใจ ระมัดระวังการกินบ้างเพื่อ
ควบคุมน้ำหนักของเขาไม่ให้พุ่งทะยาน
ขึ้นไป  น้ำหนักของเขาจะคงที่ และไม่มีการกลับไปอ้วนอีก

     แล้วคุณละ ตัดสินใจที่จะไม่อ้วนหรือ
ตัดสินใจที่จะผอม
     ตัดสินใจ และทำมันอย่างเต็มที่ ทำร้อย
เปอร์เซ็นต์เพราะผู้รู้กล่าวไว้ว่า "การทำไม่
เต็มร้อย มันคือความล้มเหลว"
 
                                                    S.Th

# รักทุกอย่างที่ทำ I love everything I do

วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560

ความจริงกับการมีศักดิ์ศรี


       ความจริงกับการมีศักดิ์ศรี

     หลายคนอาจเคยพบเจอความ
เจ็บปวดจากการถูกดูหมิ่นเหยียบ
ย่ำศักดิ์ศรี และบ่อยครั่งที่อาจจะ
รู้สึกเสียหน้าเสียศักดิ์ศรี บางคน
เสพศักดิ์ศรี และเป็นเวลานานมากแล้วที่คนเรายึด
มั่นในศักดิ์ศรี "ยอมหักไม่ยอมงอ"

     ตามความหมายที่ราชบัณฑิตยสถานให้ไว้
ความหมายของศักดิ์ศรีนั้น สั้นมาก โดยศักดิ์
ศรีนั่น หมายถึง เกียรติศักดิ์ เช่นประพฤติตน
ไม่สมศักดิ์ศรี.

     ที่การให้ความหมายของคำว่าศักดิ์ศรีนั้น
มันสั้นๆเพียงเท่านี้ อาจเป็นเพราะว่า มันเป็น
เพียงสิ่งที่ผู้คนกล่าวอ้าง เพราะคิดว่ามันเป็น
สิ่งที่ผู้ที่เกิดเป็นมนุษย์พึงจะมี อย่างน้อยๆมัน
ก็ทำให้หลายๆคนสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้
แม้นว่าจะต้องกัดก้อนเกลือกิน และสามารถ
ทำให้พระเอกนางเอกในบทละครบางเรื่อง
สามารถใช้ชีวิตที่ลำเค็ญไปด้วยกันได้ แม้ว่า
พระเอกจะถูกตัดขาดจากมรดกเจ้าคุณพ่อ
เพราะมาแต่งงานกับนางเอกก็ตาม

     แต่ในความเป็นจริงนั้น "ศักดิ์ศรี" เป็นนาม
ธรรมที่ผู้คนกล่าวอ้างถึงเท่านั้น ทุกคนเกิดมา
บนโลกใบนี้ มีคุณค่าเท่ากันหมด เพราะเรา
ต่างก็เป็นที่หนึ่งจากการแหวกว่ายในสายธาร
แห่งธรรมชาติเข้าไปพบที่พักพิงเพื่อสร้าง
สรรค์ตัวเราขึ้นมาบนโลกใบนี้ 

     คณค่านั้นคือคุณค่าของความเป็นมนุษย์
ยืนด้วยสองเท้าที่เหมือนกัน มีลักษณะทาง
สรีระที่คล้ายๆกัน ไม่มีความแตกต่างในด้าน
คุณค่า แล้วศักดิศรีมาจากไหน?
   
     ศักดิ์ศรีก็มาจากการอุปโหลก การที่คนเรา
พยายามบอก กับตนเองว่า ตนนั้นมีสิ่งหนึ่งที่
ผู้คนต้องยอมรับ ตนนั้นเป็นผู้มีเกียรติ ใครก็
จะมาดูหมิ่นไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราดูดี
สามารถเชิดหน้าอยู่ได้ในวงสังคม

      มาลองดูตัวอย่างนี้กัน นาย ก ทำงานใน
บริษัทแห่งหนึ่งตำแหน่งของเขาคือหัวหน้า
แผนก เขาทำงานของเขาอย่างดีตลอดมา
คนในบริษัทเห็นความสามารถของเขา มัน
สร้างความภาคภูมิใจให้กับนาย ก อย่างมาก

     แต่วันดีคืนดี ผู้บริหารสั่งย้าย นาย ก มา
เป็นหัวหน้าแผนกจัดซื้อ มันเป็นแผนกที่ไร้
ความหมายที่สุดในสายตาของคนในบริษัท
รวมถึงตัวนาย ก เองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน

     ถ้าสิ่งที่นาย ก คิดในเวลานั้นคือ ศักดิ์ศรี
ของเขามันพังยับเยิน เขาอาย ไม่อยากเจอ
หน้าผู้คน นาย ก จะหงุดหงิดอารมณ์เสีย
ตลอดเวลา เขาอาจจะเริ่มเกลียดงานใหม่
ของตนเอง ความภาคภูมิใจที่เคยมีจะหายไป
และเมื่อนั้นเขาอาจจะรู้สึกว่า เขาเป็นคนที่ล้ม
เหลวและไร้ค่า

     ใครที่มาแสดงความเห็นใจ ไม่ว่าจะวิจารณ์
เข้าข้างเขาอย่างไร ก็อาจจะทำให้เขารู้สึก
เป็นปฏิปักษ์และเกลียดชัง เพราะเขาอาจจะ
ตีความว่าเป็นการเยาะเย้ยถึงความตกต่ำของ
เขามันเป็นการซ้ำเติมและเหยียบย่ำศักดิ์ศรี
ของเขาจนรับไม่ได้

     ในเรื่องนี้ ด๊อคเตอร์ เดวิด เจ. ไลเบอร์แมน
ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขา (หนังสือ Make
Peace With Anyone ) ว่า ศักดิ์ศรี เป็นสิ่ง
เดียวในตัวเรา ที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดกับการ
วิจารณ์ ความจริงไม่เคยต้องการเกราะป้องกัน
มีเพียงศักดิ์ศรีเท่านั่นที่ต้องการเกราะป้องกัน
ไม่ให้โลกภายนอกมองเราไปในทางที่ไม่ดี

     ในทางกลับกัน นาย ก นั้นครั้งแรกอาจจะ
รู้สึกว่า ศักดิ์ศรีของเขามันพังยับเยิน แต่ในเมื่อ
เขาถูกย้ายงานมาอยู่ในตำแหน่งนี้แล้ว เขาต้อง
ทำใจให้ได้และยอมรับความจริงให้ได้ว่า งาน
ในตำแหน่งนี้เป็นของเขา

     หากไม่พอใจกับงานจริงๆเขาอาจจะลาออก
ไป แต่ถ้าเขาเห็นว่ามันยังเป็นงานอย่างหนึ่ง
แม้ว่าคนอื่นจะมองว่าศักดิ์ศรีของเขาลดลง แต่
ในความเป็นจริง ใครๆก็ไม่มีทางที่จะทำให้เขา
ต้อยต่ำลงไปได้ ถ้าเขาไม่อนุญาตให้คนอื่นทำ
เช่นนั้น

     หากว่านาย ก มีความนับถือตัวเองมากพอ
การที่ผู้บริหารย้ายเขาไปทำงานในแผนกที่
เขาคิดว่าด้อยค่านั้น  มันไม่ได้กระทบกระเทือน
ถึงความสามารถที่เขามีอยู่แล้ว และไม่ว่า
จะเป็นงานแบบไหนเขาก็จะทำมันให้ดีที่สุด 

     นาย ก ก็จะไม่สนใจว่าใครจะคิดอย่างไร
เขาจะไม่สะเทือนใจไปกับการแสดงความ
เห็นอกเห็นใจหรือการวิพากษ์วิจารณ์จาก
คนอื่นๆ "เขา"  ณ เวลานี้ เป็นอย่างนี้ เป็น
อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงไปเป็นอย่างอื่นได้

     หากเขาไม่มีความสุขในสิ่งที่เขาเป็นอยู่
ในเวลานี้ เขาจะดำรงตนอยู่ต่อไปอย่างไร?

     ถ้าพอใจในสิ่งที่มี ดีใจในสิ่งที่เป็น อยู่กับ
ความเป็นจริง ใครจะมองอย่างไร ไหนเลย
จะทำให้ศักดิ์ศรีของเราด้อยลงได้

                                         

วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

เราเป็นในสิ่งที่เราคิด เราไม่ได้เป็นในสิ่งที่คนอื่นตัดสิน



     การที่คนเราจะเป็นในสิ่งต่างๆได้เกิด
จากการที่คนๆนั้นตัดสินใจที่จะเป็นใน
ช่วงระยะเวลาสั้นๆของการแสดง
พฤติกรรมต่างๆ จะเกิดจากอารมณ์ของ
คนผู้นั้นที่มีต่อสถานการณ์นั้นๆที่เกิดขึ้น
ในเวลานั้น และการตัดสินใจที่จะเลือก
แสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสถานการณ์
นั้นๆ

     ในวงจรชีวิตระยะยาว การสั่งสมประสบ
การณ์จากการตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา
การที่ได้รับการอบรมสั่งสอนทั้งจากครอบ
ครัวและจากการมีการปะทะสังสรร
(inter active) ระหว่างกันระหว่างคนต่อคน
ตลอดจนความรู้และประสบการณ์ ทำให้
ผู้คนแสดงปฎิกิริยาตอบโต้ต่อสถานการณ์
ในบริบทที่เหมือนกันด้วยท่าทางและความ
รู้สึกที่ต่างกัน

     ในสังคมปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ชอบที่จะ
ตัดสินคนอื่น พวกเขามักจะใช้ความรู้และ
ประสบการณ์ของพวกเขา มองผู้คนรอบข้าง
และตัดสินพิพากษาคนอื่นโดยที่เขาเองก็
ไม่รู้ตัว

     เคยมีโฆษณาสินค้าในโทรทัศน์ตัวหนึ่ง
แสดงให้เห็นถึงเรื่องนี้ด้วยการนำพรีเซ็นเตอร์
ที่หน้าตาดุมาก คนส่วนใหญ่จะตัดสินคนผู้นั้น
ก่อนว่าต้องเป็นคนที่ไม่ดีอย่างแน่นอน เขาคน
นั้นจะต้องเป็นคนโหดเหี้ยมดุดัน แต่โฆษณา
เรื่องนั้นก็หักมุมให้เห็นว่า รูปลักษณ์ภายนอก
ไม่ใช่ตัวตัวตัดสินว่าใครจะเป็นอย่างไร การ
กระทำของคนผู้นั้นต่างหากเป็นสิ่งที่บ่งบอก
ว่าเขาเป็นคนอย่างไร

     การคาดการณ์ว่าคนๆหนึ่งต้องเป็นอย่าง
นั้นอย่างนี้ตามสถิติหรือความน่าจำเป็นที่เขา
คนนั้นจะเป็นได้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ
การตัดสินคนอื่น เช่นการที่เห็นคนผู้หนึ่งกิน
อาหารขยะอยู่ ก็บอกออกมาทันทีว่า เขาผู้นั้น
ต้องอ้วนจนเกินพิกัด เขาจะต้องเป็นโรคตาย
จากการกินอาหารของเขา

     นี่เป็นการตัดสืนคนอื่นโดยที่ตนเองไม่เคย
รู้ว่าประวัติความเป็นมาหรือการปฎิบัติตนใน
การดำรงชีวิตของคนอื่นเป็นอย่างไร ทุกอย่าง
เป็นการใช้ประสบการณ์ของตนที่มี นำมาตัดสิน
คนอื่นทั้งสิ้น

     เพราะความจริงแล้ว คนผู้นั้นอาจจะมีความ
จำเป็นต้องกินอาหารขยะในเวลานั้น เขาอาจ
ไม่เคยมีพฤติกรรมการชอบกินอาหารขยะ
อีกทั้งเขายังเป็นผู้รักการออกกำลังกายอย่าง
ยิ่งอีกด้วย เพราะฉะนั้น โรคไขมันจุกอกอาจจะ
ห่างไกลจากคนผู้นั้นมากๆก็ได้

     แต่หนึ่งสิ่งที่ย่ำแย่กว่าการที่โดนคนอื่นตัดสิน
พิพากษา ก็คือการตัดสินพิพากษาตัวเอง ซึ่งคน
เรามักมีแนวโน้มที่จะลงแส้ฟาดโบยตัวเองให้
เจ็บปวดได้อย่างน่าแปลกใจ ความจริงเสียงพูด
จากคนอื่นจะมีอิทธิพลต่อตัวเราน้อยมาก เพราะ
เรามีหู มีประสาทที่สามารถปิดกั้นไม่ให้สนใจ
เสียงทุกเสียงที่ได้ยินได้ฟังได้

     แต่บางครั้งเมื่อได้ยินบางสิ่ง ตัวเราเองกลับ
ดึงมันเก็บไว้ในสมองเพื่อที่จะเอามาพูดตอกย้ำ
ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น หากเราได้ฟังคนแอบ
พูดนินทาว่าเราพุงยุ้ยมีไขมันสะสมจนน่าเกลียด

     เราอาจนึกขำคำพูดนั้น เราอาจไม่เก็บมาใส่
ใจเพราะเรามั่นใจในตัวเองว่าเจ้าก้อนไขมันที่
แสนน่าเกลียดนั่นไม่มีทางจะมาอยู่ที่ตัวเราได้
เพราะเราคุมอาหารและเพราะเราออกกำลัง
กายอย่างสม่ำเสมอ
   
     แต่ก็เป็นไปได้ถ้าเราเป็นคนที่รักตัวเองน้อย
เกินไป เราก็อาจเก็บคำพูดนั้นมาบอกย้ำกับตัวเอง
 เราอาจคอยส่องกระจกมองหาก้อนไขมันที่ทำ
ให้คนอื่นเห็นว่ามันย้วยออกมาจนน่าเกลียดก้อน
นั้น เราอาจจะพูดกับตัวเองทุกครั้งที่ส่องกระจกว่า
พุงฉันย้วยขนาดนี้เลยเหรอ?

     แล้วเราก็จะเริ่มเห็นว่าเขาพูดถูกจริงๆ ฉันมี
พุงย้อยน่าเกลียดมาก แล้วเราก็จะเพ่งมองที่พุง
ของเราทุกครั้งและตำหนิว่ามันมีก้อนไขมันที่น่า
รังเกียจ ทำให้เราดูน่าเกลียด วันแล้ววันเล่า ที่
เราฟาดโบยตัวเองจากการที่คนอื่นตัดสินเรา

     นั่นเป็นการที่เราตัดสินตัวเองว่า "เราเป็นคน
ที่มีพุงย้วย น่าเกลียด" ถึงจะดูแลรักษาหุ่นอย่างไร
มันก็จะไม่ดีขึ้น เราโฟคัสไปที่ความอ้วน แล้วในที่
สุดเราก็จะได้ความอ้วนมาเป็นของเรา

     นี่คือตัวอย่างที่เราตัดสินพิพากษาตัวเองตาม
คำพูดของคนอื่น 

     ตัดสินใจด้วยตัวเองดีกว่า ว่าเราจะเป็นคน
อย่างไร เราไม่ต้องให้คนอื่นมาตัดสินแทนว่า
เราจะต้องเป็นอย่างไร และเราก็จะไม่ตัดสิน
คนอื่นก่อนเช่นกันว่าเขาจะเป็นอย่างไร ไม่มี
ใครรู้จักคนอื่นดีไปกว่าตัวของเขาเองและ
แน่นอนที่สุดว่า

     "ไม่มีใครรู้จักตัวเราดีไปกว่าตัวของเราเองอีกแล้ว"