วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

เราเป็นในสิ่งที่เราคิด เราไม่ได้เป็นในสิ่งที่คนอื่นตัดสิน



     การที่คนเราจะเป็นในสิ่งต่างๆได้เกิด
จากการที่คนๆนั้นตัดสินใจที่จะเป็นใน
ช่วงระยะเวลาสั้นๆของการแสดง
พฤติกรรมต่างๆ จะเกิดจากอารมณ์ของ
คนผู้นั้นที่มีต่อสถานการณ์นั้นๆที่เกิดขึ้น
ในเวลานั้น และการตัดสินใจที่จะเลือก
แสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสถานการณ์
นั้นๆ

     ในวงจรชีวิตระยะยาว การสั่งสมประสบ
การณ์จากการตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา
การที่ได้รับการอบรมสั่งสอนทั้งจากครอบ
ครัวและจากการมีการปะทะสังสรร
(inter active) ระหว่างกันระหว่างคนต่อคน
ตลอดจนความรู้และประสบการณ์ ทำให้
ผู้คนแสดงปฎิกิริยาตอบโต้ต่อสถานการณ์
ในบริบทที่เหมือนกันด้วยท่าทางและความ
รู้สึกที่ต่างกัน

     ในสังคมปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ชอบที่จะ
ตัดสินคนอื่น พวกเขามักจะใช้ความรู้และ
ประสบการณ์ของพวกเขา มองผู้คนรอบข้าง
และตัดสินพิพากษาคนอื่นโดยที่เขาเองก็
ไม่รู้ตัว

     เคยมีโฆษณาสินค้าในโทรทัศน์ตัวหนึ่ง
แสดงให้เห็นถึงเรื่องนี้ด้วยการนำพรีเซ็นเตอร์
ที่หน้าตาดุมาก คนส่วนใหญ่จะตัดสินคนผู้นั้น
ก่อนว่าต้องเป็นคนที่ไม่ดีอย่างแน่นอน เขาคน
นั้นจะต้องเป็นคนโหดเหี้ยมดุดัน แต่โฆษณา
เรื่องนั้นก็หักมุมให้เห็นว่า รูปลักษณ์ภายนอก
ไม่ใช่ตัวตัวตัดสินว่าใครจะเป็นอย่างไร การ
กระทำของคนผู้นั้นต่างหากเป็นสิ่งที่บ่งบอก
ว่าเขาเป็นคนอย่างไร

     การคาดการณ์ว่าคนๆหนึ่งต้องเป็นอย่าง
นั้นอย่างนี้ตามสถิติหรือความน่าจำเป็นที่เขา
คนนั้นจะเป็นได้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ
การตัดสินคนอื่น เช่นการที่เห็นคนผู้หนึ่งกิน
อาหารขยะอยู่ ก็บอกออกมาทันทีว่า เขาผู้นั้น
ต้องอ้วนจนเกินพิกัด เขาจะต้องเป็นโรคตาย
จากการกินอาหารของเขา

     นี่เป็นการตัดสืนคนอื่นโดยที่ตนเองไม่เคย
รู้ว่าประวัติความเป็นมาหรือการปฎิบัติตนใน
การดำรงชีวิตของคนอื่นเป็นอย่างไร ทุกอย่าง
เป็นการใช้ประสบการณ์ของตนที่มี นำมาตัดสิน
คนอื่นทั้งสิ้น

     เพราะความจริงแล้ว คนผู้นั้นอาจจะมีความ
จำเป็นต้องกินอาหารขยะในเวลานั้น เขาอาจ
ไม่เคยมีพฤติกรรมการชอบกินอาหารขยะ
อีกทั้งเขายังเป็นผู้รักการออกกำลังกายอย่าง
ยิ่งอีกด้วย เพราะฉะนั้น โรคไขมันจุกอกอาจจะ
ห่างไกลจากคนผู้นั้นมากๆก็ได้

     แต่หนึ่งสิ่งที่ย่ำแย่กว่าการที่โดนคนอื่นตัดสิน
พิพากษา ก็คือการตัดสินพิพากษาตัวเอง ซึ่งคน
เรามักมีแนวโน้มที่จะลงแส้ฟาดโบยตัวเองให้
เจ็บปวดได้อย่างน่าแปลกใจ ความจริงเสียงพูด
จากคนอื่นจะมีอิทธิพลต่อตัวเราน้อยมาก เพราะ
เรามีหู มีประสาทที่สามารถปิดกั้นไม่ให้สนใจ
เสียงทุกเสียงที่ได้ยินได้ฟังได้

     แต่บางครั้งเมื่อได้ยินบางสิ่ง ตัวเราเองกลับ
ดึงมันเก็บไว้ในสมองเพื่อที่จะเอามาพูดตอกย้ำ
ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น หากเราได้ฟังคนแอบ
พูดนินทาว่าเราพุงยุ้ยมีไขมันสะสมจนน่าเกลียด

     เราอาจนึกขำคำพูดนั้น เราอาจไม่เก็บมาใส่
ใจเพราะเรามั่นใจในตัวเองว่าเจ้าก้อนไขมันที่
แสนน่าเกลียดนั่นไม่มีทางจะมาอยู่ที่ตัวเราได้
เพราะเราคุมอาหารและเพราะเราออกกำลัง
กายอย่างสม่ำเสมอ
   
     แต่ก็เป็นไปได้ถ้าเราเป็นคนที่รักตัวเองน้อย
เกินไป เราก็อาจเก็บคำพูดนั้นมาบอกย้ำกับตัวเอง
 เราอาจคอยส่องกระจกมองหาก้อนไขมันที่ทำ
ให้คนอื่นเห็นว่ามันย้วยออกมาจนน่าเกลียดก้อน
นั้น เราอาจจะพูดกับตัวเองทุกครั้งที่ส่องกระจกว่า
พุงฉันย้วยขนาดนี้เลยเหรอ?

     แล้วเราก็จะเริ่มเห็นว่าเขาพูดถูกจริงๆ ฉันมี
พุงย้อยน่าเกลียดมาก แล้วเราก็จะเพ่งมองที่พุง
ของเราทุกครั้งและตำหนิว่ามันมีก้อนไขมันที่น่า
รังเกียจ ทำให้เราดูน่าเกลียด วันแล้ววันเล่า ที่
เราฟาดโบยตัวเองจากการที่คนอื่นตัดสินเรา

     นั่นเป็นการที่เราตัดสินตัวเองว่า "เราเป็นคน
ที่มีพุงย้วย น่าเกลียด" ถึงจะดูแลรักษาหุ่นอย่างไร
มันก็จะไม่ดีขึ้น เราโฟคัสไปที่ความอ้วน แล้วในที่
สุดเราก็จะได้ความอ้วนมาเป็นของเรา

     นี่คือตัวอย่างที่เราตัดสินพิพากษาตัวเองตาม
คำพูดของคนอื่น 

     ตัดสินใจด้วยตัวเองดีกว่า ว่าเราจะเป็นคน
อย่างไร เราไม่ต้องให้คนอื่นมาตัดสินแทนว่า
เราจะต้องเป็นอย่างไร และเราก็จะไม่ตัดสิน
คนอื่นก่อนเช่นกันว่าเขาจะเป็นอย่างไร ไม่มี
ใครรู้จักคนอื่นดีไปกว่าตัวของเขาเองและ
แน่นอนที่สุดว่า

     "ไม่มีใครรู้จักตัวเราดีไปกว่าตัวของเราเองอีกแล้ว"

           

                                         

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น